วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ราชพฤกษ์


ราชพฤกษ์ หรือ คูน (Cassia fistula) เป็นไม้ดอกในตระกูล Fabaceae เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย พม่า และศรีลังกา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด ซึ่งอาจติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้
ราชพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง 10-20 เมตร ดอกขึ้นเป็นช่อยาว 20-40 เซนติเมตร แต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีเหลืองขนาดเท่ากัน 5 กลีบ ผลยาว 30-62 เซนติเมตร และกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร มีกลิ่นฉุน และมีเมล็ดที่มีพิษเป็นจำนวนมาก

กุหลาบควีนสิริกิติ์


กุหลาบควีนสิริกิติ์ (Queen Sirikit Rose) เป็นกุหลาบดอกใหญ่สีเหลือง เมื่อต้องแสงอาทิตย์ปลายกลีบจะมีสีส้ม ดอกมีกลิ่นหอม บางครั้งกิ่งหนึ่งอาจมีถึง 3 ดอก
นายอองเดร อองดริก ผู้อำนวยการไร่กุหลาบกร็องด์ โรเซอเร ดู วาล เดอ ลัวร์ (Grandes Roseraies Du Val de Loire) แห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ในฝรั่งเศส เป็นผู้ตั้งชื่อดอกกุหลาบชนิดนี้ตามพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2514ในเอกสารของไร่บันทึกเรื่องราวไว้ว่า"พระราชินีแห่งประเทศไทย
ทรงพระสิริโฉมเป็นเสน่ห์แบบตะวันออกเหนือตะวันตก"

ทุเรียน


ทุเรียน เป็นไม้ผลในวงศ์ฝ้าย (Malvaceae) ในสกุลทุเรียน (Durio) (ถึงแม้ว่านักอนุกรมวิธานบางคนจัดให้อยู่ในวงศ์ทุเรียน (Durionaceae)ก็ตาม) ได้ชื่อว่าเป็นราชาของผลไม้ ผลมีขนาดใหญ่ มีกลิ่นเฉพาะตัว และมีหนามแข็งปกคลุมทั่วเปลือก อาจยาวมากกว่า 30 ซม. และเส้นผ่าศูนย์กลางอาจมากกว่า 15 ซม. โดยทั่วไปมีน้ำหนัก 1 ถึง 3 กิโลกรัม ผลมีรูปรีถึงกลม เปลือกมีสีเขียวถึงน้ำตาล เนื้อในรับประทานได้ มีสีเหลืองซีดถึงแดง ขึ้นอยู่กับชนิด
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งเป็นส่วนผสมของสารระเหยที่ประกอบไปด้วย เอสเทอร์, คีโตน, และ สารประกอบกำมะถัน บางคนบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นหอม ในขณะที่บางคนบอกว่ามีกลิ่นเหม็นรุนแรง กลิ่นของทุเรียนทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากผู้ที่ไม่ชอบในกลิ่นของมัน ทำให้มีการห้ามนำทุเรียนเข้าในโรงแรม และในการขนส่งสาธารณะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนั้นทุเรียนยังเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและคอเลสเตอรอล ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพราะหากกินเข้าไประดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยังทำให้ร้อนในและรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว
ทุเรียนเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบรูไน, ประเทศอินโดนีเซีย และ ประเทศมาเลเซีย และเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกมาประมาณ 600 ปีมาแล้ว ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษที่ชื่ออัลเฟรด รัสเซล วอลเลซได้พรรณนาถึงทุเรียนว่า "เนื้อในมันเหมือนคัสตาร์ดอย่างมาก รสชาติคล้ายอัลมอนด์" เนื้อในของทุเรียนกินได้หลากหลายไม่ว่าจะห่าม หรือสุกงอม และในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีการนำทุเรียนมาทำอาหารได้หลายอย่าง ทั้งเป็นอาหารคาวและอาหารหวาน แม้แต่เมล็ดก็ยังรับประทานได้เมื่อทำให้สุก

ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด มีอย่างน้อย 9 ชนิดที่รับประทานได้ แต่มีเพียง Durio zibethinus ชนิดเดียว ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก มีตลาดเป็นสากล ชนิดที่เหลือมีขายแค่ในท้องถิ่นเท่านั้น ทุเรียนมีสายพันธุ์ประมาณ 100 สายพันธุ์ให้ผู้บริโภคเลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีราคาสูงอีกด้วย ในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิดคือ ทุเรียนรากขา (D. graveolens), ทุเรียนนก (D. griffithii), ชาเรียน (D. lowianus), ทุเรียนป่า (D. mansoni) และ ทุเรียน (D. zibethinus) ทุเรียนมีชื่อพื้นเมืองอื่นๆ อีก คือ "ดือแย" (มลายู ใต้), "เรียน" (ใต้), "มะทุเรียน" (เหนือ)

มังคุด


มังคุด ( Mangosteen) ชื่อวิทยาศาสตร์: Garcinia mangstana Linn. เป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ แพร่กระจายพันธุ์ไปสู่หมู่เกาะอินดีสตะวันตกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 แล้วจึงไปสู่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ปานามา เอกวาดอร์ ไปจนถึงฮาวาย ในประเทศไทยมีการปลูกมังคุดมานานแล้วเช่นกัน เพราะมีกล่าวถึงในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในสมัยรัชกาลที่ 1
เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูง 7-25 เมตร ผลแก่เต็มที่มีสีม่วงแดง ยางสีเหลือง ใบเดี่ยวรูปรี แข็งและเหนียว ผิวใบมัน ดอกออกเป็นคู่ที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองติดอยู่จนเป็นผล ผลมีเปลือกนอกค่อนข้างแข็ง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 เซนติเมตร เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร อาจมีเมล็ดอยู่ในเนื้อผลได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของผล จำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือก ผลมังคุดมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมือนสตรอว์เบอรี่ที่ยังไม่สุกหรือส้มที่มีรสหวาน เมล็ดไม่สามารถใช้รับประทานได้
มังคุดเป็นผลไม้จากเอเชียที่ได้รับความนิยมมาก มังคุดได้รับขนานนามว่าเป็น "ราชินีของผลไม้" อาจเป็นเพราะด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติด อยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินีส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่แสนหวาน อร่อยอย่างยากที่จะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้[1][2] ปัจจุบันมีการเพาะปลูกและขายบนเกาะบางเกาะในหมู่เกาะฮาวาย ต้นมังคุดต้องปลูกในสภาพอากาศอบอุ่น หากอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 4 °C จะทำให้ต้นมังคุดตายได้

แพนด้าแดง


แพนด้าแดง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ailurus fulgens อยู่ในวงศ์ Ailuridae มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแรคคูนและกระรอกรวมกัน หัวมีขนาดใหญ่ จมูกแหลม ขาสั้นคล้ายหมี ขนตามลำตัวมีหลากหลาย มีทั้งสีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลเหลืองและน้ำตาลแดง ขนบริเวณลำคอยาวและนุ่มฟู หางเป็นพวงยาวคล้ายกับหางของกระรอก มีลายปล้องสีน้ำตาลแดงสลับขาว มีความลำตัวและหัว 51 - 64 ซ.ม. หางยาว 50 - 63 ซ.ม. มีน้ำหนัก 3 - 4.5 ก.ก.


มีการกระจายพันธุ์พบตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ตั้งแต่ภาคเหนือของประเทศอินเดีย ทิเบต เนปาล ภูฏาน จีน ภาคเหนือของพม่า และภาคเหนือของประเทศลาวบริเวณที่ติดกับจีน โดยอาศัยอยู่ในป่าที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 1,500 - 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
มีพฤติกรรมออกหากินตามลำพัง มักหากินบนต้นไม้ กินอาหารเพียงไม่กี่ประเภท โดยกินเฉพาะใบไม้อ่อนเท่านั้น บางครั้งอาจกินไข่นก สัตว์ขนาดเล็กและผลไม้บางชนิดด้วย ใช้เวลาตอนกลางวันในการนอนหลับพักผ่อน แพนด้าแดงตัวผู้จะหวงอาณาเขตมากและมักเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ แต่แพนด้าแดงตัวเมียจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ครอบครองของตัวเอง บางครั้งตัวผู้อาจเข้ามาหากินภายในอาณาเขตของตัวเมียด้วย โดยทั่วไปอาณาเขตของแพนด้าแดงตัวผู้จะกว้างประมาณ 1.1 - 9.6 ตารางกิโลเมตร ส่วนอาณาเขตของตัวเมียจะกว้างประมาณ 1.0 - 1.5 ตารางกิโลเมตร ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยตัวเมียจะยอมให้ตัวผู้ผสมพันธุ์อยู่เพียง 1 - 3 วันเท่านั้น แม่แพนด้าแดงใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 90 - 145 และจะออกลูกในโพรงไม้หรือถ้ำเล็ก ๆ ออกลูกครั้งละ 4 ตัว ลูกที่เกิดใหม่จะยังมองไม่เห็น มีสีขนตามลำตัวออกสีเหลืองอ่อน และจะกินนมแม่อยู่นาน 5 เดือน หลังจากนั้นจึงหย่านมและเปลี่ยนมากินใบไผ่แทน เมื่ออายุได้ 2 ปี ก็จะแยกออกไปหากินตามลำพัง มีข้อสังเกตว่า แพนด้าแดงที่อยู่บริเวณภาคเหนือของอินเดียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวที่อยู่ค่อนมาทางเอเชียตะวันออก อาจเป็นไปได้ว่าเป็นพันธุ์ย่อย (Subspecies) แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้มากนัก สถานะปัจจุบันของแพนด้าแดงในสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้อยู่ในสถานะ DD (Data Defficient) หมายถึง มีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
สำหรับในประเทศไทย สวนสัตว์พาต้าเคยนำเข้ามาเลี้ยงในสวนสัตว์ครั้งหนึ่ง โดยให้อยู่ในห้องปรับอากาศ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สเต็ก


คำแปลสเต็กต่างๆ
สเต็กส่วนการที่จะรับประทานสเต็กให้อร่อย เราต้องรู้จักกับส่วนต่างๆของเนื้อวัว และเทคนิคการเลือกเนื้อแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับอาหารแต่ละจาน
Chunk= เนื้อสันคอ เนื้อส่วนนี้มักจะมาทำเป็นแฮมเบอร์เกอร์
Rib=เนื้อซี่โครง ส่วนมากนำไปย่างหรือทอดโดยไม่ต้องเลาะกระดูกออก
Sirloin=เนื้อเซอร์ลอยด์เป็นเนื้อสันที่นุ่มมากที่สุดในบรรดาเนื้อส่วนต่างๆ ส่วนที่ติดกับกระดูกรูปตัว T เรามักจะเรียกว่า "ทีโบนสเต็ก"
Tenderloin=เนื้อสันใน เป็นเนื้อที่นุ่มและแพงที่สุด นิยมทำสเต็ก เช่น ฟิเลต์มิยอง
Round=เนื้อสะโพก เป็นเนื้อที่เหนียว นิยมไปอบหรือสตูว์
Shank=เนื้อน่อง เป็นเนื้อที่เหนียวที่สุด มักนิยมทำสตูว์หรือตุ๋น
คราวนี้เราคงไม่พลาดในการเลือกซื้อเนื้อส่วนต่างๆแล้วนะครับ

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปลาปิรันยา




เมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2529 ได้มีข่าวฮือฮากันมาก เกี่ยวกับมหาภัยปิรันยาออกอาละวาดในแม่น้ำเจ้าพระยา เรื่องเริ่มมาจากการ ที่มีช่างไม้ผู้หนึ่งออกวางตาข่ายดักปลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณบางรัก ใน ตอนเช้าวันที่ 15 พฤษภาคม พอใกล้จะถึงเวลาเที่ยงก็มีปลา ซึ่งพิสูจน์ภาย หลังว่าเป็นปลาปิรันยามาติดตาข่าย และขณะจะทำการปลดปลาจากตาข่าย ปลาได้กัดที่นิ้วกลางข้างซ้ายจนเกือบขาด ปลาที่จับได้เป็นปลาปิรันยาสีแดง ตัวผู้ที่โตเต็มวัย มีลำตัวยาวถึง 20 เซนติเมตร และเชื่อว่าเป็นปลาพ่อพันธุ์ เนื่องจากพบน้ำเชื้อตัวผู้ในปริมาณสมบูรณ์พร้อมที่จะแพร่พันธุ์ได้ จากการ คาดคะเนในเวลานั้นจึงน่าจะเป็นปลาที่มีผู้เลี้ยงอยู่แล้วนำไปปล่อยลงใน แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็นปลาที่ทางกรมประมงห้ามเลี้ยงและห้ามสั่ง เข้ามาในประเทศอย่างเด็ดขาด หรืออาจเป็นปลาที่หลุดออกไปจากบ่อเลี้ยง ในขณะที่กำลังมีน้ำท่วมอยู่ในเวลานั้นก็ได้
ปลาปิรันยาเป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ Serrasaimidae จัดอยู่ในสกุล Serrasalmus ซึ่งมีปลาอยู่ในสกุลนี้ทั้งสิ้น 16 ชนิด แต่มีเพียง 3-4 ชนิดเท่านั้น ที่มีนิสัยดุร้ายและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ลำตัวแบนมากตามแนวตั้ง ลักษณะ ที่สำคัญคือส่วนปาก โดยเฉพาะขากรรไกรล่างจะยื่นยาวออกมากกว่าขา กรรไกรบน และมีฟันที่คมกริบเรียงเป็นแถวอยู่บนขากรรไกรที่ทรงพลังมาก ครีบหลังจะอยู่ตรงจุดสูงสุดของแนวสันหลัง ครีบไขมัน (adipose fin) อยู่ ต่อจากครีบหลังแลเห็นได้ชัดเจน ครีบหางแผ่กว้างเว้าตอนกลางครีบเล็กน้อย ครีบก้นค่อนข้างยาว มักจะยาวกว่าครีบหลังและมีปลายยื่นแหลมออกมา ครีบท้องและครีบหูมีขนาดเล็ก เกล็ดบนลำตัวเป็นแบบวงกลม (cycloid) มีขนาดเล็กมากและหลุดร่อนออกได้ง่าย
ปลาปิรันยาอาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่หลายร้อยตัวในแม่น้ำและลำธาร ใน บริเวณอเมริกากลางและแถบเหนือของทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในแถบ ลุ่มน้ำอะเมซอน ปกติออกหากินเป็นฝูง ว่ายน้ำได้รวดเร็วเมื่อมีเหยื่อทุกตัวจะ พุ่งเข้าหาเหยื่อพร้อมๆ กัน อาหารในธรรมชาติได้แก่ ปลาที่บาดเจ็บหรือปลา ที่ป่วย ปลาชนิดนี้จึงช่วยในการควบคุมสุขภาพปลาในแหล่งน้ำนั้นๆ ด้วยการ กำจัดปลาที่อ่อนแอหรือปลาเป็นโรค อันตรายของปลาปิรันยาต่อมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ นับว่าน้อยมาก แต่ถ้ามีแผลเลือดไหลออกมา จะเป็นตัวกระตุ้นให้ปลาเข้ากัดกินอย่างรวดเร็วจนเหลือแต่โครงกระดูกภายใน ระยะเวลาอันสั้น เพราะกรามที่แข็งแรงและฟันที่คมกริบจะกัดเนื้อออกเป็น ชิ้นได้โดยการงับเพียงครั้งเดียวและเส้นเอ็นต่างๆ ที่ยึดกระดูกก็จะขาดออก อย่างง่ายดาย ในสภาพปกติชาวพื้นเมืองที่อยู่ในบริเวณลำธารที่มีปลาปิรันยาอาศัยอยู่สามารถลงอาบน้ำในลำธารได้อย่างสบายและพวกเขาชอบล่าปลา ชนิดนี้มาทำเป็นอาหาร เพราะเนื้อปลานี้มีรสชาติอร่อยมากชนิดหนึ่ง ผู้ที่ เคยลองชิมมาแล้วกล่าวว่าเนื้อมีลักษณะคล้ายเนื้อปลาบู่
ปลาปิรันยา 3 ชนิด ที่สำคัญซึ่งมีนิสัยดุร้ายและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ นั้น มีดังนี้
1. ปลาปิรันยาแดง (Serrasalmus nattereri) พบทั่วไปในลุ่มแม่น้ำ อะเมซอน ลุ่มน้ำโอริโนโค และลุ่มน้ำปารานา ความยาวลำตัว 30 เซนติเมตร ลำตัวด้านหลังออกสีเงินและใต้ท้องสีแดงเรื่อๆ ครีบหลังและครีบหางสีดำ ชนิดนี้เป็นชนิดที่ดุร้ายมากและเป็นชนิดที่พบในลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อปี พ.ศ. 2529
2. ปลาปิรันยาเขียว (Serrasalmus piraya) มีลักษณะคล้ายกับ ปลาปิรันยาสีแดง ความยาวลำตัวถึง 35 เซนติเมตร ด้านใต้ท้องสีออก เขียวแกมฟ้า ตัวที่มีอายุมากจะมีครีบไขมันที่ยื่นยาวออกต่างจากปลา ปิรันยาชนิดอื่นๆ
3. ปลาปิรันยาขาวหรือปลาปิรันยาจุด (Serrasalmus rhombeus) พบ อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำอะเมซอนและแถบทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ลำตัวยาวถึง 38 เซนติเมตร ลำตัวมีลักษณะยาวเรียวกว่าชนิดอื่นๆ สีเทาเข้ม จนถึงเขียวมะกอก บนสีข้างมีจุดสีคล้ำเต็มไปหมด ชนิดนี้มีนิสัยดุร้ายน้อยกว่า ชนิดอื่นๆ
ปลาปิรันยานี้สามารถนำเอามาเลี้ยงไว้ได้ในตู้เลี้ยงปลา ปลาปิรันยา- แดงและปลาปิรันยาขาวเพาะพันธุ์ในตู้เลี้ยงได้ ไข่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 มิลลิเมตร ฟักออกภายในเวลา 2-9 วัน อีก 8-9 วัน ต่อมาลูกปลาจะว่าย บนพื้นน้ำได้อย่างอิสระและเติบโตอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้จะเชื่อได้ว่าปลาปิรันยาไม่อาจจะแพร่พันธุ์ได้ในแม่น้ำเจ้าพระ- ยา เนื่องจากปลาชนิดนี้ไม่อาจทนน้ำเค็มได้ และสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้า พระยาก็อยู่ในสภาพเกือบเน่าเสียไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต ปลามหาภัยนี้ เมื่อหลุดออกไปจากบ่อเลี้ยงหรือมีผู้ลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำอาจจะมีชีวิต อยู่ได้ชั่วคราว โดยเฉพาะในฤดูฝนน้ำในแม่น้ำจะเจือจางเพียงพออาจจะก่อ ให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้ กรมประมงได้มีพระราชกำหนดห้ามนำเข้ามา ภายในประเทศอย่างเด็ดขาด ผู้ใดมีไว้ในครอบครองต้องทำลายหรือนำไปส่ง มอบให้แก่กรมประมงเพื่อทำลาย อันเป็นการป้องกันมิให้เกิดมีปลามหาภัย ชนิดนี้ขึ้นมาในประเทศไทยได้ในอนาคต